Feb 17, 2012
บทความ 1001 ในอาทิตย์นี้ ผมขอพูดเรื่องที่อาจจะห่างไกลจากคำว่า “เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์” สักหน่อยครับ แต่แน่นอนว่ายังคงเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์อยู่แน่นอน
ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่รู้จักเว็บไซต์ Wikipedia (http://en.wikipedia.org/) ซึ่งเป็นเว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด ถ้าเราย้อนเวลาไปสักประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ (วันที่ 18-19 มกราคม) ท่านผู้อ่านที่เข้าไปใช้งานเว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะเจออะไรแปลก ๆ ครับ คือหน้าตาของเว็บไซต์ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเมื่อผู้ใช้เปิดหน้าเว็บดังกล่าว ผู้ใช้จะถูกพาไปเจอหน้าที่เป็นข้อความรณรงค์ต่อต้านร่างรัฐบัญญัติที่มีชื่อย่อว่า SOPA ของประเทศสหรัฐอเมริกาแทน
ร่างรัฐบัญญัติ SOPA หรือในชื่อเต็มว่า Stop Online Piracy Act เป็นร่างรัฐบัญญัติใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดหรือป้องกันการกระทำที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งโดยตัวเจตนารมณ์ของ SOPA นั้นหลาย ๆ คนยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในตัวรายละเอียดของ SOPA เองมีประเด็นที่กำกวมและเป็นปัญหาอยู่หลายอย่าง เช่น การเพิ่มโทษให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตถ้าผู้ให้บริการนั้นไม่ทำการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิด ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับเว็บไซต์ที่ยอมให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลไปยังเว็บไซต์ได้
ตัวอย่างเช่น เราอาจจะพิมพ์เนื้อเพลงของเพลงที่มีลิขสิทธิ์ลงในเว็บไซต์ Facebook ซึ่งอาจจะถูกมองว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งตามร่างรัฐบัญญัติ SOPA นั้น มันก็เป็นไปได้ที่เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถร้องขอให้มีการปิดเว็บไซต์ Facebook ได้ หรือตัวอย่างเช่นปัญหาทางด้านเทคนิค โดย SOPA กำหนดวิธีการป้องกันการละเมิดโดยทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูล DNS ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญของการทำงานของอินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวอาจจะทำให้อินเทอร์เน็ตมีปัญหาขึ้นมา ทำให้มีนักวิชาการหลาย ๆ คนออกมาแสดงท่าทีคัดค้านร่างรัฐบัญญัติ SOPA
ณ จุดนี้อาจจะมีหลาย ๆ ท่านคิดในใจว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับคนไทยเท่าไร แต่ในความเป็นจริงแล้วกฎหมายดังกล่าวกระทบโดยตรงกับอินเทอร์เน็ตทั้งหมด SOPA นั้นจะทำให้เว็บของไทยบางเว็บถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าชมได้จากผู้ใช้ในสหรัฐ หรือเว็บไซต์ของไทยที่เลือกใช้บริการของ DNS ในสหรัฐ ก็อาจจะประสบปัญหาได้เช่นเดียวกัน
จุดพลิกผันอยู่ที่วันที่ 18–19 มกราคม เว็บไซต์ขนาดใหญ่หลายเว็บไซต์ เช่น Google, Wikipedia, Wired, Reddit และเว็บไซต์อื่นอีกมากมายร่วมกันรณรงค์ประท้วงคัดค้านร่างรัฐบัญญัติดังกล่าว โดยมีการเปลี่ยนเนื้อหาของตัวเองเพื่ออธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับ SOPA แก่ผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บดังกล่าว และขอให้ผู้ใช้บริการนั้นติดต่อไปยังผู้แทนของตัวเองในสภาเพื่อแสดงการคัดค้าน SOPA การประท้วงดังกล่าวนั้นกินเวลาประมาณ 1 วัน โดยมีเว็บไซต์ที่ร่วมประท้วงมากกว่า 100,000 เว็บไซต์ ส่งผลให้มีผู้ส่งอีเมลไปยังรัฐสภาของสหรัฐ มากกว่า 1,000,000 ฉบับ
ผลลัพธ์ก็คือหลังจากวันที่ 19 มกราคม มีผู้แทนหลายคนเปลี่ยนท่าทีมาแสดงการคัดค้านร่างรัฐบัญญัติดังกล่าว จนทำให้มีการเลื่อนการพิจารณาร่างรัฐบัญญัติ SOPA เพื่อพยายามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวแทน
ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างของการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อทำให้ “เสียงของประชาชนทั่วไป” หรือ VoxPopuli นั้นเข้าไปถึงผู้แทนในสภาและมีผลกระทบต่อกระบวนการทางนิติศาสตร์ของสหรัฐได้ในเวลาที่รวดเร็ว
ที่ผมยกเอาเรื่องดังกล่าวมาเล่าให้ฟังนั้นมิใช่เพื่อที่จะบอกว่าเราควรจะสนับสนุนหรือคัดค้านกฎหมายดังกล่าว แต่อยากจะเน้นให้เห็นถึงการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการประท้วงร่างกฎหมาย และความสำเร็จของการประท้วงดังกล่าว เมื่อเรามองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ช่วงต้นปี 2554 นั้นกระทรวง ICT ได้เผยแพร่ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง และมีเว็บไซต์ของไทยหลาย ๆ เว็บไซต์ที่ได้รณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว เช่น http://mycomputerlaw.in.th/ หรือแม้กระทั่งมีการลงชื่อคัดค้าน http://ilaw.or.th/node/883 ซึ่งก็นับได้ว่าส่งผลกระทบต่อ ส.ส. ของไทยเช่นกัน
สุดท้ายนี้ผมขอยกสุภาษิตภาษาลาตินที่ว่า Voxpopuli, voxdei หรือแปลเป็นไทยแบบคร่าว ๆ ว่าเสียงของประชาชนคือเสียงของพระเจ้า สื่ออินเทอร์เน็ตนั้นเป็นอุปกรณ์ที่สามารถทำให้สุภาษิตนี้เป็นจริงได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเราแล้วล่ะครับว่าจะใช้สื่อดังกล่าวอย่างไรให้ดีที่สุด
สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของ SOPA และการประท้วงดังกล่าวสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากhttp://en.wikipedia.org/wiki/Stop_Online_Piracy_Act
Number of View :24Tweet