Home Article Facebook แอบฟังการสนทนาของผู้ใช้ (อีกแล้ว)

Facebook แอบฟังการสนทนาของผู้ใช้ (อีกแล้ว)

230
0

หลังมีข่าวการดักฟังการสนทนาของผู้ใช้งานไปเมื่อไม่นานมานี้ ดูเหมือนว่า Facebook ยังไม่สะทกท้านกับความมั่นใจที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้งานทั่วโลก เพราะแทนที่จะสร้างความมั่นใจในการใช้งาน กลับมีข่าวการแอบฟังเสียงสนทนาทาง Messenger เกิดขึ้นอีกแล้ว

แม้ว่าจะบอกว่าตอนนี้ได้หยุดการกระทำดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่นั่นคือการยอมรับว่าก่อนหน้านั้นได้มีการแอบฟังจริงๆ

สำหรับข้อมูลเสียงที่ Facebook ได้แอบฟังและบันทึกไว้นั้นได้ถูกนำไปให้บริษัทที่ถูกว่าจ้องแปลเสียงเป็นตัวอักษรเพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์และพัฒนาในเรื่องของ AI

นับว่าเป็นข่าวที่น่าตกใจไม่น้อยทีเดียวเพราะนี่คือเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลและความปลอดภัยในข้อมูลในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์

แพลตฟอร์มอื่นๆ ก็เช่นเดียวกันทั้ง Apple, Google, Amazon

เมื่อพูดถึงการแอบฟังหรือนำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้จะในทางใดก็ตาม ไม่เฉพาะ Facebook เท่านั้นที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ถ้าได้ติดตามข่าวจะเห็นว่าแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ล้วนมีปัญหาในเรื่องนี้ที่ผู้ใช้งานต้องให้ความระมัดระวังในการใช้แพลตฟอร์มใดๆ

ทางด้าน Google จากข่าวสารที่เผยแพร่จากประเทศเบลเยี่ยมระบุว่าบริษัทที่รับจ้างแปลข้อความเสียงให้ Google ได้ทำคลิปเสียงหลุดออกมากว่า 1,000 คลิป โดยมีผู้ใช้งานราว 15% ถูกบันทึกโดยที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ (จริงๆ น่าจะเกือบ 100% มากกว่า เพราะคงไม่มีใครอยากให้มีคนมาแอบฟังหรือนำข้อมูลเสียงของตัวเองไปใช้) สำหรับ Apple ก็เคยมีข่าวเรื่องความปลอดภัยในการใช้ iCloud มาก่อนนี้ และตอนนี้ดูเหมือนว่ายังคงมีปัญหาอยู่

AI สาเหตุของการล้วง การแอบฟังข้อมูล

สาเหตุที่สำคัญของการแอบฟังข้อมูลผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มทั้งหลายเหล่านั้นล้วนมีวัตถุประสงค์สำคัญเหมือนกันคือเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อให้แพลตฟอร์มหรือฟีเจอร์การใช้งานของตน เช่น Siri ของ Apple สามารถเข้าใจความต้องการผู้ใช้งานได้มากขึ้น เมื่อเป็นอย่างนี้ชัดจะเริ่มคิดแล้วสิว่าเทคโนโลยี AI นี่จะดีไหม กว่า AI จะฉลาดจนตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี ผู้คนทั่วโลกจำนวนเท่าไรที่ต้องเสียความเป็นส่วนตัวถูกนำข้อมูลของตัวเองไปใช้ และในระยะยาวเมื่อแพลตฟอร์มเหล่านั้นเคยเข้าถึงข้อมูลเราได้แล้ว เมื่อการพัฒนา AI สำเร็จแล้วจะหยุดเพียงเท่านั้นเหรอ และ AI เองต่อไปจะกลายเป็นผู้ช่วยที่ไว้ใจได้หรือเปล่า

Source : theguardian.com